
Questions On Influencer Marketing (Thai)
ไม่ค่อยมี เพราะอินฟลูเอนเซอร์ส่วนใหญ่จะอยู่บนแพลตฟอร์มอย่าง Instagram, TikTok, Facebook และ YouTube ส่วน LINE เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสารหลักในไทย ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อค้นหาคอนเทนต์สาธารณะ จึงไม่มีอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์โดยตรง อย่างไรก็ตาม แบรนด์สามารถใช้ฟีเจอร์ Broadcast ของ LINE เพื่อยิงโฆษณาเข้าถึงผู้ใช้โดยตรงได้
ทั้งสองแบบมีบทบาทของตัวเอง สื่อแบบ Organic ไม่เสียค่าใช้จ่ายและเผยแพร่แบบธรรมชาติ ส่วนสื่อแบบ Paid (เช่น อินฟลูเอนเซอร์, สื่อมวลชน, PR) จะช่วยขยายการเข้าถึงแบรนด์ได้เร็วกว่า แต่ถ้าเป็นข่าวสารทันเหตุการณ์ เช่น การเปิดตัวเมนูใหม่ของร้านอาหาร การสร้างกระแสแบบ Organic จะมีประสิทธิภาพมากกว่า การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ทางการตลาดของคุณ
Gencode: รหัสจาก TikTok ที่ให้แบรนด์สามารถนำวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์ไปใช้ในการบูสต์โฆษณาบน Spark Ads
Adcode: รหัสฝั่ง Meta/Facebook ทำหน้าที่คล้ายกัน ใช้สำหรับนำคอนเทนต์ของ KOL มารันเป็นโฆษณาบน Facebook และ Instagram
Paid Partnership: การระบุว่าเป็น “คอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน” ซึ่งเป็นข้อบังคับทางกฎหมายในบางประเทศ เพื่อความโปร่งใสระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
Macro: ผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คน การเข้าถึงกว้าง ต้นทุนสูงกว่า อัตราการมีส่วนร่วมน้อยกว่า
Micro: ผู้ติดตาม 10,000–100,000 คน ผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม ความสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือ อัตราการมีส่วนร่วมดีกว่า
Nano: ผู้ติดตามต่ำกว่า 10,000 คน กลุ่มเป้าหมายส่วนมากเป็นคนพื้นที่ มีความน่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมสูง งบประมาณเข้าถึงง่าย
การเลือกแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ ถ้าต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ใช้ Macro แต่ถ้าต้องการยอดขายและความเชื่อมั่นใช้ Micro และ Nano
โดยทั่วไปใช้เวลา 3-6 สัปดาห์
สัปดาห์ที่ 1 โฟกัสที่กลยุทธ์และการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์
สัปดาห์ที่ 2-3 โฟกัสที่การติดต่อ เจรจา และทำสัญญา
สัปดาห์ที่ 4-5 เป็นช่วงผลิตคอนเทนต์และรอการอนุมัติจากลูกค้า โดยปกติจะเปิดตัวและติดตามผลใน
สัปดาห์ถัดไป เราพยายามเร่งแคมเปญเมื่อทำได้ แต่ก็ต้องรักษาคุณภาพและผลลัพธ์ไว้ด้วย
เราร่างสัญญาอย่างชัดเจนและครอบคลุมรายละเอียดของงาน ระยะเวลา สิทธิ์การใช้งาน ข้อตกลงเฉพาะตัว เงื่อนไขการชำระเงิน และขั้นตอนการอนุมัติคอนเทนต์ เราเจรจาอัตราค่าตอบแทนตามมาตรฐานของตลาดและขอบเขตของแคมเปญ ความชัดเจนทางกฎหมายจะช่วยปกป้องทุกคนและทำให้ดำเนินงานไปอย่างราบรื่น
Gifting: คือการส่งสินค้าฟรีให้อินฟลูเอนเซอร์โดยหวังว่าจะได้รับการโพสต์แบบเป็นธรรมชาติ ไม่มีการรับประกัน ไม่มีสัญญา และไม่สามารถควบคุมเนื้อหาหรือช่วงเวลาในการโพสต์ได้
Paid Partnership: คือการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ผลงานที่ส่งมอบตามข้อตกลงอย่างชัดเจนทั้งในเรื่องระยะเวลา และแนวทางการสร้างคอนเทนต์
การให้สินค้าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ในขณะที่การจ้างทำคอนเทนต์จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งสองแบบควรถูกใช้ควบคู่กันอย่างมีกลยุทธ์
Instagram และ TikTok: เหมาะสำหรับการเล่าเรื่องผ่านภาพและวิดีโอ สามารถเข้าถึงกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้เป็นวงกว้าง
Facebook: ยังคงได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย เหมาะกับการสร้างคอมมูนิตี้และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้อายุสูงมากกว่า
YouTube: เหมาะกับคอนเทนต์วิดีโอแบบยาว เช่น การรีวิวและวิดีโอสอนที่ให้ผลในระยะยาว
LinkedIn: เหมาะสำหรับกลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และบริการแบบมืออาชีพ
การเลือกแพลตฟอร์มขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและรูปแบบคอนเทนต์ที่ต้องการนำเสนอ
แน่นอนว่ายังได้ผล และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จุดเน้นในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากจำนวนผู้ติดตามมาเป็นความสัมพันธ์ที่จริงใจมากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์ระดับไมโครและนาโนกลายเป็นผู้นำด้านการสร้างการเอนเกจเมนต์และความเชื่อมั่นจากคอมมูนิตี้ แบรนด์ที่ลงทุนสร้างความร่วมมือระยะยาวกับครีเอเตอร์และเล่าเรื่องอย่างจริงใจยังคงได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อย่างแข็งแกร่ง การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์จะยังคงอยู่ต่อไปและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณแต่ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้”
ขั้นต่ำเพื่อคงความน่าสนใจ: 3-4 โพสต์ต่อสัปดาห์บนแพลตฟอร์มหลักของคุณ
ระดับเหมาะสมเพื่อการเติบโต: ควรมีคอนเทนต์ทุกวัน โดยสลับรูปแบบระหว่างโพสต์หลัก สตอรี่ รีล และวิดีโอสั้น
ขั้นตอนที่ 1: เลือกสายเฉพาะที่คุณหลงใหลหรือชอบจริง ๆ
ขั้นตอนที่ 2: เลือกแพลตฟอร์มหลักที่จะใช้สร้างตัวตน
ขั้นตอนที่ 3: สร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ โพสต์สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง โดยเน้นเนื้อหาที่ให้ความรู้ ความบันเทิง และการสร้างแรงบันดาลใจ
ขั้นตอนที่ 4: สื่อสารกับผู้ติดตาม โดยการตอบคอมเมนต์ ตอบข้อความ และร่วมงานกับครีเอเตอร์คนอื่น ๆ
ขั้นตอนที่ 5: ศึกษาเทรนด์และปรับให้เข้ากับสไตล์ของคุณเอง อย่าลอกแต่ใช้การประยุกต์แทน
ขั้นตอนที่ 6: ใช้แฮชแท็กอย่างฉลาด โดยการผสมระหว่างแฮชแท็กยอดนิยมกับแฮชแท็กเฉพาะกลุ่ม ใช้ไม่เกิน 3 แฮชแท็กต่อโพสต์
ขั้นตอนที่ 7: มีความอดทน เพราะการเติบโตต้องใช้เวลา 6-12 เดือน ควรติดตามผลลัพธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เคล็ดลับ: ความจริงใจและความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ ดังนั้นเริ่มเลยแล้วค่อยพัฒนาไปเรื่อย ๆ
คุณสามารถเริ่มได้ฟรีแต่สิ่งที่ต้องมีคือสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตเท่านั้น อุปกรณ์เสริม เช่นอุปกรณ์ถ่ายทำ (ประมาณ 5,000–30,000 บาท) เครื่องมือหรือแอปตัดต่อ (ประมาณ 300-1,000 บาท/เดือน) อุปกรณ์ประกอบฉากหรือพร็อป (ประมาณ 1,000-10,000 บาท) เริ่มจากสิ่งที่มี แล้วค่อยลงทุนเพิ่มภายหลัง
เริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย โดยเฉพาะเมื่อต้องร่วมงานกับลูกค้า รู้จักกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ แล้วค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ผ่านแฮชแท็กเฉพาะทางหรือการร่วมงานของคู่แข่ง ตรวจสอบอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) และความน่าเชื่อถือของผู้สร้างคอนเทนต์ โดยให้ความสำคัญกับความแมชต์กับกลุ่มผู้ติดตามมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม บางครั้งอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละลูกค้า
ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับแต่ละแคมเปญและความต้องการของลูกค้า เราต้องรักษาคุณภาพคอนเทนต์ ความเป็นมืออาชีพ และส่งมอบผลงานที่มีประสิทธิภาพ
ไม่มีจำนวนขั้นต่ำที่เป็นทางการ แบ่งระดับได้ดังนี้:
Nano อินฟลูเอนเซอร์: 1,000–10,000 ผู้ติดตาม
Micro อินฟลูเอนเซอร์: 10,000–100,000 ผู้ติดตาม
Macro อินฟลูเอนเซอร์: 100,000–1,000,000 ผู้ติดตาม
Celeb : มากกว่า 1,000,000 ผู้ติดตาม
คุณจะถือว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์เมื่อแบรนด์จ่ายเงินเพื่ออิทธิพลของคุณ เพราะเอนเกจเมนต์สำคัญกว่าจำนวนผู้ติดตาม
ไม่ควร เพราะคอนเทนต์ที่ไม่จริงใจจะทำลายความน่าเชื่อถือและโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว เงินก้อนเดียวไม่คุ้มกับการเสียความไว้วางใจจากผู้ติดตาม ควรโปรโมตสินค้าที่คุณเชื่อมั่นจริง ๆ หรือสามารถเชื่อมโยงกับเรื่องราวของคุณได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แม้ทั้งสามคำจะดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย:
Creator (ครีเอเตอร์): ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณค่าในด้านทักษะของตนเอง
Influencer (อินฟลูเอนเซอร์): ผู้ที่มีฐานผู้ติดตามและสามารถสร้างความน่าเชื่อถือจากความคิดเห็นของตัวเองได้
KOL (Key Opinion Leader): ผู้เชี่ยวชาญในสายเฉพาะ ทั้งสามกลุ่มอาจมีการซ้อนทับกันในบางส่วน แต่แต่ละประเภทตอบโจทย์แบรนด์แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญ


